แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

วิธีทรมานตัวเองให้แก่ชราลง อย่างรวดเร็ว แก่ฮวบเดียว 1รอบ


พบวิธีทรมานสังขารให้เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว สำหรับผู้ที่อยากแก่ โดยประพฤติสิ่งที่เป็นภัยแก่สุขภาพ 4 อย่างด้วยกันครบถ้วน ตั้งแต่กินเหล้าสูบบุหรี่ กินข้าวปลาตามใจชอบและไม่ยอมออกกำลังจะทำให้ร่างกายแก่ลงได้ทันตา ฮวบเดียว 1 รอบ

ทั้งนี้ วารสารวิชาการ "อายุรแพทย์" ของสหรัฐฯ เปิดเผยผลรายงานการศึกษาด้านสุขภาพ ทำกับชาวอังกฤษที่เป็นผู้ใหญ่ 314 คน ที่มีความประพฤติปล่อยเนื้อปล่อยตัวตามใจตนเอง ด้วยการประพฤติที่เป็นโทษแก่ สุขภาพตนเอง ตั้งแต่กินเหล้าสูบบุหรี่จัด กินอยู่ตามใจชอบ และไม่เคยออกกำลัง

ปรากฏว่าพวกเหล่านี้พากันตายลง ในระหว่างช่วงเวลาของการศึกษาไป 91 คน หรือร้อยละ 29 เทียบกับกลุ่มพวกที่แข็งแรงที่สุด คอยรักษาเนื้อรักษาตัวอยู่เป็นประจำ ตายเพียง 32 คน หรือร้อยละ 8 เท่านั้น นอกนั้น กลุ่มที่ไม่รักษาสุขภาพ จะมีรูปร่างหน้าตาชราลงยิ่งกว่ากลุ่มที่สุขภาพดีกว่ากัน มากถึง 12 ปี

นักวิจัยอลิซาเบธ กวาวิก มหาวิทยาลัยออสโลหัวหน้านักวิจัย ได้บอกแนะนำว่า ความจริงแล้วการรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงนั้น ไม่จำเป็นจะต้องปฏิบัติตัวอย่างเข้มงวดเกินไปนักก็ได้.

colskys@hotmail.com

สะอึก…แก้ด้วยวิธีง่ายๆ


สะอึก หลายๆ ท่านคงจะมีประสบการณ์ในการ "สะอึก" มาบ้างแล้ว และทราบดีว่าการที่จะทำให้หยุดสะอึกอย่างจงใจนั้นไม่สามารถจะกระทำได้ การสะอึก (hiccup) เป็นอาการที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อกระบังลมที่อยู่ตรงรอยต่อระหว่าง ช่องปอดและช่องท้องที่เกิดขึ้นเองโดยไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้เกิดการหายใจเอาอากาศเข้าไปก่อน และจะหยุดหายใจเข้านั้น ทันทีทันใด เนื่องจากทางเข้าหลอดลมจะปิด ทำให้เสียงดังของการสะอึกเกิดขึ้นทุกครั้งไป

อาการสะอึกเกิดจากการหดตัว ของกล้ามเนื้อกะบังลมที่อยู่ตรงรอยต่อระหว่างช่องปอด และช่องท้องที่เกิดขึ้นเองได้โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่คาดว่าเกิดจากมีสิ่งมากระตุ้นเส้นประสาท 2 เส้น คือ เส้นประสาทเวกัส vagus nerve และเส้นประสาทฟรีนิก phrenic nerve ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมระบบประสาทต่อกับระบบทางเดินอาหารส่วนต้น โดยเสียงสะอึกที่เกิดขึ้นมาจากการหายใจออกขณะที่กะบังลมเกิดการกระตุกทันที ทันใด ทำให้เกิดเสียงดังของการสะอึกขึ้น อาการสะอึกอาจเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้นๆ และหายไปได้เอง อาจใช้เวลาเป็นวินาทีหรือ 2-3 นาที ซึ่งอาจพบได้บ่อยๆ แต่ถ้าหากสะอึกอยู่นานๆ เป็นครั้งค่อนชั่วโมงหรือเป็นวันๆ อาจจะต้องหาสาเหตุว่ามาจากโรคของอวัยวะต่างๆ ควบคู่กันไปด้วย เช่น โรคเกี่ยวกับอวัยวะในช่องท้อง ในช่องปอด ในระบบสมองและประสาทส่วนกลาง เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสะอึกที่เกิดขึ้นในขณะนอนหลับจะมีความหมายมากกว่าการสะอึกในเวลากลางวัน

กลไกการสะอึก

1. ขณะที่หายใจเข้า กะบังลมที่อยู่ตอนล่างของช่องอกจะเคลื่อนลงล่าง ทำให้ปอดขยายตัว และดึงดูดให้อากาศเข้าปอด

2. กะบังลมเกิดการกระตุก ทำให้ลมหายใจตีกลับขึ้นข้างบน ขณะที่ลิ้นกล่องเสียงปิด ตัดกระแสลม ทำให้เกิดเสียงสะอึกขึ้น

3. ในที่สุดลิ้นกล่องเสียงเปิด กะบังลมคลายตัว และลมหายใจออกจากปอด

4. แม้ว่ากลไกการเกิดการสะอึก ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าอาการนี้อาจจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติชนิดหนึ่ง โดยศูนย์กลางของการสะอึกจะอยู่บริเวณก้านสมองบริเวณเมดัลลา แล้วเชื่อมระบบประสาทต่อกับระบบทางเดินอาหารส่วนต้นด้วยเส้นประสาทเวกัสและ เส้นประสาทฟรีนิก

ลักษณะอาการ อาจแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

1. อาการสะอึกช่วงสั้นๆ อาจเพียง 2-3 นาที

2. สะอึกหลายๆ วันติดกัน

3. สะอึกติดๆ กันหลายสัปดาห์

4. สะอึกตลอดเวลา

การสะอึกติดต่อกันหลายๆ วัน เป็นอาการที่ไม่ธรรมดา เนื่องจากมีสาเหตุมาจากโรคอื่นๆ เช่นความผิดปกติทางสมองการเป็นอัมพาตการเป็นโรคทางเดินอาหาร การอักเสบในช่องท้องบริเวณกะบังลม โรคหลอดเลือดสมองตีบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบพิษสุราเรื้อรัง รวมถึงอาการทางภาวะจิตใจ และผลกระทบจากการใช้ยาบางชนิด

ส่วนมากผู้ป่วยที่มาหาพบแพทย์ ด้วยการสะอึกเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน เนื่องมาจากมีอาการผิดปกติทางสมอง หรือเป็นอัมพาต ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถให้ยาที่ช่วยบรรเทาอาการสะอึกได้ แต่ก็อาจมีการสะอึกเกิดขึ้นมาอีก เพราะอาการสะอึกเป็นเพราะต่อเนื่องที่เกิดจากการเจ็บป่วย

สาเหตุของอาการสะอึก

1. สำหรับสาเหตุเชื่อกันว่าเกิดจาก การรับประทานอาหารมากเกิน เร็วเกินไป บางคนอาจจะมีความตึงเครียดมากไป บางคนอาจเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มประเภทมีแอลกอฮอล์ในกระเพาะอาหาร หรือสูบบุหรี่มากเกินไป นอกจากนี้การบริโภคอาหารที่ทำให้มีก๊าซมากก็อาจเป็นสาเหตุของการสะอึกได้

2. สาเหตุของการสะอึกอาจเกิดจากมี อะไรไปรบกวนประสาทที่ควบคุมการทำงานของกะบังลม ลมในกระเพาะอาหารขยายตัวไปกระตุ้นปลายประสาทที่มาเลี้ยวกะบังลม หรืออวัยวะใกล้กะบังลมเป็นโรคบางอย่าง เช่น เยื่อหุ้มปอดอักเสบ มูลเหตุเหล่านี้ทำให้ กะบังลมหดตัวอย่างรุนแรงทันทีทันใด การบีบรัดตัวของกะบังลมทำให้แผ่นเหนือกล่องเสียงที่คอหอยซึ่งปกติคอยกั้นไม่ ให้อาหารเข้าไปในหลอดลมปิดลง เมื่อกะบังลมหดอย่างรุนแรงก็จะดึงอากาศเข้าสู่ปอดผ่านคอหอย อากาศจึงกระทบกับแผ่นปิด แล้วทำให้สายเสียงสั่นสะเทือน จึงเกิดเสียงสะอึก อย่างที่ได้ยินเวลาสะอึก

3. อาการสะอึกเกิดได้กับคนทุกคน สาเหตุเป็นเพราะกระเพาะอาหารเกิดการระคายเคือง จึงได้ไปกระคุ้นให้เส้นประสาทในบริเวณนี้ทำงานผิดปกติ ชักนำให้กล้ามเนื้อกะบังลม กล้ามเนื้อที่กั้นกลางระหว่างช่องอกกับช่องท้อง มีการหดเกร็งตัวเป็นจังหวะๆ และกล้ามเนื้อซี่โครงก็ได้รับผลกระเทือนให้เกิดจากหดเกร็งตัวในลักษณะเดียว กัน อย่างไรก็ตาม สาเหตุก็ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการระคายเคืองที่กระเพาะอาหารเสมอไป บางครั้งก็อาจก่อตัวที่ศูนย์การสะอึกที่อยู่ในสมองที่บังคับควบคุมให้เกิด การเคลื่อนไหวผิดปกติของกะบังลม จนเกิดเป็นอาการสะอึก

4. นอกจากนี้ยังอาจมีสาเหตุจากความ ผิดปกติในบริเวณคอ และหน้าอก เช่น ก้อนเนื้องอก ต่อมน้ำเหลืองโต เป็นต้น หรือเกิดจากโรคในช่องท้อง เช่น เยื่อบุช่องท้องอักเสบ ไตวาย หรือภายหลังการผ่าตัดช่องท้อง เป็นต้น หรือบางครั้งก็อาจเกิดจากสาเหตุทางด้านอารมณ์ เช่น ความรู้สึกช็อก ความเครียดเรื้อรัง เป็นต้น

5. สาเหตุอาจเกิดจากยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่ม beta-lactams, macrolides, fluoroquinolone หรือแอลกอฮอล์

การรักษา

1. ในแง่ของการรักษาอาการสะอึกนั้น ถ้าสะอึกเป็นเวลาสั้นๆ ไม่นานแต่เป็นหลายครั้ง ท่านอาจต้องสังเกตกิจวัตรประจำวัน การรับประทานอาหารดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือการสูบบุหรี่ว่ามีความ สัมพันธ์กับการสะอึกหรือไม่ ถ้าสัมพันธ์กัน ท่านก็ควรที่จะปรับปรุงสิ่งเหล่านั้น หากสะอึกอยู่เป็นเวลานานๆ ท่านควรไปพบแพทย์จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

2. สำหรับเทคนิคการหยุดอาการสะอึก มีหลายแบบ ล้วนแล้วแต่มีบันทึกไว้ในตำราทางการแพทย์ ซึ่งไม่มีความแน่ชัดในการหวังผลจากการรักษาด้วยวิธีต่างๆ

3. ถ้าไม่ดีขึ้น อาจจะต้องพบแพทย์เพื่อใช้ยาบางตัวช่วย เช่น Lagactil, Baclofen หรือกลุ่มยาช่วยย่อย เช่น Cisapride, Omperazole เป็นต้น

4. ถ้าใช้ยาแล้วยังไม่ดีขึ้น อาจจะต้องพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุโรคอย่างอื่นร่วมด้วย แล้วแก้ไขตามสาเหตุ หรือทำการผ่าตัดทางศัลยกรรมประสาท

5. การฝังเข็ม การสวดมนต์ทำสมาธิ การใส่สายเข้าไปในกระเพาะอาหารเพื่อดูดเอาลม และน้ำย่อยออก

6. ในการแก้ไขจะต้องค้นให้พบสาเหตุ ของการสะอึกเสียก่อน ถ้ามีโรคที่ซ่อนเร้นอยู่ แพทย์ก็จะให้การรักษาเพื่อแก้ไขอาการสะอึกควบคู่กับการแก้ไขโรคที่เป็นต้น เหตุ ในกรณีที่ไม่มีสาเหตุชัดเจน ก็มักจะเกิดจากความผิดปกติในกระเพาะอาหาร เช่น การกินอิ่มเกินไป การกินอาหารเผ็ดจัด การดื่มเหล้า การกินอาหารที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด ก็อาจชักนำให้เกิดอาการสะอึกได้

7. ถ้าทราบว่าเกิดจากสาเหตุใด สาเหตุหนึ่งดังกล่าว แล้วหาทางหลีกเลี่ยงเสีย ก็จะช่วยป้องกันมิให้เกิดอาการกำเริบขึ้นได้อีก แต่ถ้าหากอาการสะอึกเป็นอยู่นาน จนทำให้รู้สึกเหนื่อยอ่อนและตึงเครียด ก็ควรจะไปปรึกษาแพทย์

เทคนิคหยุดสะอึก

1. ใช้นิ้วโป้ง และนิ้วชี้จับลิ้นเอาไว้แล้วดึงออกมาข้างหน้าแรงๆ เพื่อช่วยเปิดหลอดลมที่ปิดอยู่ วิธีกระตุ้นผิวด้านหลังของลำคอ แถวๆ บริเวณที่เปิดปิดหลอดลม อาจใช้ด้ามช้อนเขี่ยที่ปิดเปิดหลอดลม

2. กลั้นหายใจเอาไว้โดยการนับ 1-10 แล้วหายใจออก จากนั้นดื่มน้ำตามทันที หรือหายใจลึกๆ กลั้นหายใจ หายใจในถุงกระดาษ 3-5 นาที

3. กลั้วน้ำในลำคอ จิบน้ำเย็นจัด ดื่มน้ำเย็นจัดช้าๆ โดยดื่มตลอดเวลา และกลืนติดๆ กัน ไปเรื่อยๆ จนกว่าอาการสะอึกหาย หรือจนกลั้นหายใจไม่ได้ ดื่มน้ำจากขอบแก้วที่อยู่ด้านนอกหรือด้านไกลจากริมฝีปาก

4. เขี่ยภายในรูจมูกให้จาม

5. กลืนน้ำตาลทราย 1-2 ช้อนโต๊ะ โดยไม่ต้องใช้น้ำ หรือ กลืนก้อนข้าว ก้อนขนมปัง ก้อนน้ำแข็งเล็กๆ

6. ทำให้เกิดอารมณ์รุนแรง เช่น โกรธ ตื่นเต้น หรือกลัว

7. จิบน้ำส้มสายชูที่เปรี้ยวจัด หรือดมสารที่มีกลิ่นฉุน เช่น แอมโมเนีย

8. ถ้าเป็นเด็กอ่อนควรอุ้มพาดบ่าใช้มือลูบหลังเบาๆ ให้เรอ

colskys@hotmail.com

วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เมื่อผงเกลือแร่ ORS หมด?!


เป็นที่ทราบกันดีว่า เมื่ออุจจาระร่วง จะต้องรีบทดแทนการขาดน้ำของร่างกายด้วยการชงผงน้ำตาลเกลือแร่ หรือ ORS (Oral Rehydration Salts) ดื่มหลังจากถ่ายอุจจาระ ซึ่งส่วนใหญ่หลาย ๆ บ้าน มักมี ORS เก็บไว้ในตู้ยาสามัญประจำบ้าน


ทว่า ORS นั้นกลับใช้ไปจนหมด บ้างก็เก็บไว้นานจนสิ้นอายุการใช้งาน หรือไม่สะดวกเดินทางออกไปซื้อหา...หากเป็นเช่นนั้น มุมสุขภาพ-สามัญประจำบ้าน เตรียมสูตรการชงผงน้ำตาลเกลือแร่ด้วยตนเองในยามฉุกเฉิน


เพียงเตรียมส่วนผสม อันประกอบด้วย น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1/2 ช้อนชา และน้ำต้มสุกหรือน้ำดื่มสะอาด อุณหภูมิห้อง 750 ซีซี จากนั้นเทน้ำลงในขวดเปล่า เติมน้ำตาลทรายและเกลือตามลงไปแล้วจึงเขย่าให้น้ำตาลทรายและเกลือละลายเข้ากับน้ำ หากดื่มน้ำตาลเกลือแร่ที่บรรจุใส่ขวดไม่หมดภายใน 24 ชั่วโมง ควรเททิ้งแล้วผสมใหม่.


colskys@hotmail.com


วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2553

วิธีป้องกันอาการท้องผูก

ใครที่ประสบปัญหาอาการท้องผูกเป็นประจำ วันนี้เรามีวิธีป้องกันอาการท้องผูกมาบอก...


หลีกเลี่ยงอาหารเส้นใยต่ำ โดยเฉพาะอาหารประเภทน้ำตาลและแป้งขัดสี อย่างเช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว ขนม เนยแข็ง ไข่

ทานอาหารที่มีเส้นใยสูง โดยเฉพาะผัก ถั่ว ผลไม้ เพราะจะช่วยให้ระบบการเผาผลาญและระบบการขับถ่ายดีขึ้น

ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการทานยาระบาย

ฝึกนิสัยขับถ่ายให้เป็นระบบ

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ

เพียงเท่านี้ อาการท้องผูกก็จะค่อยๆหายไป.

colskys@hotmail.com

ป้องกัน ‘กลาก-เกลื้อน’ เยือนกาย


แค่ไม่รักษาความสะอาดร่างกาย ปล่อยให้เกิดความอับชื้นทั้งจากเหงื่อและน้ำ โรคกลากและโรคเกลื้อนก็จะเยือนเรือนกายของคุณได้อย่างงายดาย


ขณะที่วิธีป้องกันนั้นทำได้ไม่ยาก เพียงปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้...


หลังการอาบน้ำหรือว่ายน้ำ ต้องเช็ดตัวให้แห้งสนิททุกซอกทุกมุม โดยเฉพาะศีรษะ รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ ซอกมือและซอกเท้า ก่อนโรยแป้ง
กรณีที่เครื่องแต่งกายเปียกชื้น เช่น เสื้อ กางเกง กางเกงชั้นใน ถุงเท้า รองเท้า ต้องรีบทำให้แห้ง หากจำเป็นต้องเดินเข้าไปในบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง ควรสวมรองเท้าบูทที่สามารถป้องกันผิวหนังสัมผัสกับน้ำ แต่ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงและไม่มีรองเท้าบูท หลังเดินพ้นจากน้ำที่ท่วมขัง ให้รีบล้างและฟอกสบู่ให้สะอาด
นอกจากนี้ ยังต้องหมั่นตัดเล็บให้สั้น รวมทั้งทำความสะอาดซอกเล็บเป็นประจำ ที่สำคัญหลีกเลี่ยงการใช้ของใช้บางอย่างร่วมกัน เช่น ของใช้ในหมวดเสื้อผ้า-เครื่องแต่งกาย แปรงหรือหวีผม ในผู้ที่เป็นโรคกลากและโรคเกลื้อนแล้วยิ่งไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้อื่น เพราะโรคดังกล่าวสามารถติดต่อกันได้ทางการสัมผัส และพฤติกรรมการใช้ข้าวของร่วมกัน.

ทำอย่างไรเมื่อถูกสุนัขกัด-ข่วน

เพราะไม่มีใครรู้ว่า ในช่วงหน้าร้อนที่โรคพิษสุนัขบ้าอาจระบาด ใครจะเคราะห์ร้ายถูกสุนัข หรือสัตว์พาหะกัด-ข่วนเข้าหรือไม่ ดังนั้นการเตรียมรับมือด้วยการเรียนรู้วิธีปฏิบัติเมื่อถูกสัตว์พาหะกัดหรือข่วน จึงเป็นการลดความเสี่ยงที่คุณผู้อ่านพึงรู้

ทันทีที่ถูกกัด ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาด พร้อมฟอกสบู่ โดยพยายามล้างให้ลึกเข้าไปในรอยแผล จากนั้นให้ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์ 70% ทำความสะอาดแผลอีกรอบ กรณีมีแผลฉกรรจ์และเลือดออก ควรปล่อยให้เลือดไหลออกไปก่อนระยะหนึ่งเพื่อเป็นการล้างน้ำลายของสัตว์ที่อาจมีเชื้อไวรัส และรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาบาดแผล และรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และป้องกันบาดทะยัก

ขณะที่การสังเกตอาการของสัตว์ที่กัดหรือข่วนว่ามีเชื้อพิษสุนัขบ้าหรือไม่ หากเป็นสัตว์เลี้ยงของตนเองควรกักบริเวณเพื่อดูอาการ 10 วัน หากสัตว์ตัวดังกล่าวตาย ให้ส่งไปชันสูตรภายใน 24 ชั่วโมง โดยสามารถขอคำแนะนำได้ที่สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข หรือปศุสัตว์ในพื้นที่ เนื่องจากการเก็บตัวอย่างของสัตว์ที่ตายแล้วเพื่อส่งตรวจสอบจะต้องทำด้วยความระมัดระวัง ไม่สัมผัสซากสัตว์หรือของเหลวจากสัตว์โดยตรง มิฉะนั้นผู้ที่ปฏิบัติอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

อย่างไรก็ตาม เชื้อไวรัสเรบีส์ ตัวการก่อโรคพิษสุนัขบ้าจะตายลงภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว เมื่อถูกน้ำยาฆ่าเชื้อ อาทิ ฟอร์มาลีน แอลกอฮอล์ ทิงเจอร์ไอโอดีน และสบู่ ทั้งนี้คุณผู้อ่านควรรักษาตัวอย่าให้ถูกสัตว์กัด-ข่วน หรือสัมผัสน้ำลายของสัตว์ที่อาจเป็นพาหะนำโรค.

colskys@hotmail.com

7 หลักเลี่ยงไขมันพอกตับ

คำแนะนำของ พญ.วิภากร ชูแสง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินอาหารและตับ เหมาะกับผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน และผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสประสบปัญหาไขมันพอกตับมากที่สุด


ไม่อยากเสี่ยงปัญหาไขมันพอกตับ แนะนำให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของ พญ.วิภากร ชูแสง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินอาหารและตับ กล่าวไว้ในนิตยสาร Better Health โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โดย มุมสุขภาพ นำมาจัดหมวดหมู่ไว้ได้ 7 หลัก เหมาะกับผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน และผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสประสบปัญหาไขมันพอกตับมากที่สุด

เริ่มจาก 1.การลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย โดยต้องลดลงไม่เกิน 0.5 กิโลกรัม ต่อสัปดาห์ ตามด้วย 2.การออกกำลังกายเป็นประจำอย่าให้ขาด และหลักข้อ 3.สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และไขมันในเลือดสูง ต้องควบคุมโรคให้ดี ร่วมกับการรับประทานยาตามแพทย์สั่ง ควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย

ข้อ 4.เป็นการลด และเลิกการดื่มสุรา เพราะเป็นการเพิ่มภาระให้ตับ หลักข้อ 5.หลีกเลี่ยงการรับประทานยา หรืออาหารเสริมที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะชนิดที่เป็นน้ำมันและสมุนไพร ส่วนหลักที่ 6.ต้องป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ เช่น ตรวจสอบว่าตนเองมีภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบหรือไม่ หากไม่มีต้องฉีดวัคซีนป้องกัน รวมทั้งการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย เมื่อต้องทำฟัน หรือทำเล็บ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ สุดท้ายข้อ 7.อย่าละเลยการตรวจสุขภาพประจำปี เพราะผู้ป่วยไขมันพอกตับส่วนใหญ่จะถูกตรวจพบความผิดปกติจากผลตรวจสุขภาพที่แสดงค่าเอนไซม์ของตับ (AST และ ALT) ผิดปกติ คือมากกว่า 40.

colskys@hotmail.com

ฟิตหุ่นล่ำทำอย่างไร

แนะนำเกี่ยวกับการออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรงและหุ่นที่ฟิตแอนด์เฟิร์ม เหมาะกับชายไทยที่ต้องการเสริมเสน่ห์ด้วยหุ่นล่ำ ๆ

การออกกำลังกาย ไม่ว่าประเภทใด ล้วนแต่ให้ประโยชน์กับร่างกายทั้งนั้น ยืดเส้นยืดสาย วันนี้ มีคำ

สำหรับเทรนเนอร์รับเชิญไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือนักกีฬาเพาะกายทีมชาติไทย เจ้าของแชมป์หลายรายการ คุณโอ๋-สิทธิ เจริญฤทธิ์ ที่มีท่าการออกกำลังกายขั้นพื้นฐาน ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพื่อสุขภาพและรูปร่างที่ดี ให้ผู้อ่านหนุ่ม ๆ มีหุ่นสมส่วนอย่างนายแบบ

คุณโอ๋ กล่าวถึงการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับคุณผู้ชาย ควรพัฒนากล้ามเนื้อ 3 ส่วน ประกอบด้วย กล้ามเนื้อไหล่ กล้ามเนื้อหน้าอก และกล้ามเนื้อท้อง โดยเฉพาะการพัฒนากล้ามเนื้อไหล่ หากทำให้กว้างขึ้นจะสวมเสื้อแล้วดูดี ส่วนการบริหารกล้ามเนื้อแต่ละครั้งต้องไม่ละเลยการวอร์มอัพกล้ามเนื้อราว 20 นาที แล้วจึงเริ่มฟิตหุ่นจากกล้ามเนื้อไหล่ ต่อด้วยอก ตามด้วยแขน และจบด้วยท้อง จากนั้นยังต้องค่อย ๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้ออีก 20 นาที ก่อนสิ้นสุดการออกกำลังกาย

สำหรับท่าทางการออกกำลังกายเริ่มปฏิบัติด้วยการใช้ดัมเบลคู่ เลือกน้ำหนักที่สามารถยกได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่รู้สึกล้า ยืนตรงจับดัมเบลแนบข้างลำตัว จากนั้นยกออกจากลำตัวด้านข้าง เล่น 8-10 ครั้ง จะเท่ากับ 1 เซ็ต ปฏิบัติ 3-4 เซ็ต เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อไหล่ด้านข้าง

ท่าต่อมา นั่งหลังตรง ยกดัมเบลคู่ ตั้งศอกเป็นแนวตั้งฉาก และยกแขนขึ้นเป็นแนวตรง ปฏิบัติให้ได้จำนวนครั้งและเซ็ตเท่ากับท่าแรก เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อไหล่ด้านหน้าและด้านข้าง

ลำดับต่อมาเป็นท่าทางการฝึกกล้ามเนื้ออก โดยการนอนราบกับเครื่องออกกำลังกายแบบสมิทแมชชีน เลือกเหล็กที่มีน้ำหนักพอยกไหวไม่หนักเกินไป ยกขึ้นเหยียดแขนตรง ยกลงแนวแขนตั้งฉาก ฝึก 8-10 ครั้ง หรือ 1 เซ็ต และทำให้ได้ 4-5 เซ็ต

ท่าสุดท้ายฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้อง ทั้งช่วงบนและล่าง หรือเรียกว่า ซูเปอร์เซ็ต ที่เน้นการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง จึงสามารถกระตุ้นการเผาผลาญไขมันได้เป็นอย่างดี ปฏิบัติโดยเริ่มจากนอนราบในท่าเตรียม ชันเข่า 45 องศา ยกลำตัวขึ้นหาช่วงเข่า แต่ไม่ต้องให้ชิดมาก เป็นการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนบน ขณะที่ส่วนล่างให้นอนราบในท่าเตรียม แล้วยกขาทั้งสองข้างขึ้นสูง งอเข่าเล็กน้อย ในการทำซูเปอร์เซ็ตให้พยายามพัฒนาจำนวนครั้งให้มากขึ้นเรื่อย ๆ และแบ่งเป็น 5 เซ็ต

อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายด้วยวิธีบริหารเพิ่มกล้ามเนื้อ ควรอยู่ในความดูแลของเทรนเนอร์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อผลลัพธ์ที่ถูกต้อง โดยสามารถขอคำปรึกษาได้ที่ศูนย์ฝึกเพาะกายทีมชาติไทย 0-2689-5298

ช่องคลอด สะอาดเกิน เกิดภัย

เนื่องจากบริเวณช่องคลอดนั้นมีเชื้อแบคทีเรียอยู่หลายชนิด แต่ก็มีประมาณ 15 ชนิด ที่เป็นประโยชน์

หลังรู้จักกลไกการทำความสะอาดภายในช่องคลอดตามธรรมชาติไปแล้ว คุณผู้หญิงก็จะยังต้องรักษาความสะอาดบริเวณภายนอกช่องคลอดอย่างถูกต้องโดยไม่ให้เสียสมดุล อาทิ แลคโตแบซิลลัส แบคทีเรียซึ่งช่วยป้องกันการติดเชื้อ ส่งผลให้ช่องคลอดมีสภาพเป็นกรด ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียตัวร้าย

เมื่อเป็นเช่นนั้นการขจัดสิ่งสกปรกจึงต้องไม่ทำลายแบคทีเรียตัวดี ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นโดยเฉพาะแบบที่เป็นสบู่ผสมน้ำหอมนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องใช้บ่อยครั้ง สามารถใช้น้ำสะอาดล้าง แต่ไม่ควรฉีดน้ำแรง ๆ เข้าช่องคลอด หรือล้างลึกลุกล้ำเข้าไปภายใน เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อที่อุ้งเชิงกราน

สำหรับขนบริเวณอวัยวะเพศ ไม่ควรโกนทิ้ง เนื่องจากช่วยกรองฝุ่นละอองไม่ให้เข้าสู่อวัยวะเพศ ขณะที่อาการคันมักเกิดเพราะความอับชื้นของเหงื่อจากการสวมกางเกงชั้นในหรือกางเกงที่รัดแน่นเกินไป หากไม่เปลี่ยนขนาดเครื่องนุ่งห่ม นานวันไปอาจมีปัญหาเชื้อราตามมา

ส่วนเรื่องของกลิ่นจากช่องคลอดซึ่งไม่เหม็นรุนแรงนั้น ถือเป็นเรื่องปกติ โดยกลิ่นจะเป็นเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่รับประทาน สารเคมีในร่างกาย ช่วงการมีประจำเดือน หรือจากเหงื่อที่ขับออกมา

อย่างไรก็ตาม ทุก ๆ 3 เดือน คุณผู้หญิงควรใช้กระจกส่องดูอวัยวะเพศเพื่อสังเกตความผิดปกติของขนาดหรือสี หากมีลักษณะเปลี่ยนไปควรพบสูตินรีแพทย์ด่วน.

colskys@hotmail.com

ว่าด้วย ‘โรค’ ร้อน!

ล่วงเข้าสู่ฤดูร้อน สภาพอากาศที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ใครต่อใครไม่อยากพาตัวไปออกแดด หรืออยู่ในที่โล่งแจ้ง แต่สำหรับคนบางกลุ่มที่ต้องทำกิจกรรมหรือประกอบอาชีพท่ามกลางแสงแดด พึงรู้ไว้ว่า ร่างกายของคุณตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มโรคจากแดดเพิ่มรูปภาพ

หรือความร้อน ประกอบด้วย ตะคริวแดด เพลียแดด และลมแดด

เริ่มรู้จักกับ ตะคริวแดด อาการขั้นเบา แต่ก็นำความเจ็บปวดมายังกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่อง ต้นขา ไหล่ และหลัง โดยเกิดจากการทำกิจกรมหรือออกกำลังกายกลางแดดจ้าเป็นระยะเวลานานจนมีเหงื่อออกมาก แต่ร่างกายกลับไม่ได้รับน้ำหรือเกลือแร่ทดแทนเหงื่อที่เสียไปในปริมาณที่เพียงพอ ส่งผลให้กล้ามเนื้อกระตุก มีอาการเกร็ง และเป็นตะคริว

ส่วนความอันตรายจากภัยร้อนที่หนักกว่าตะคริวแดด คือ เพลียแดด เพราะร่างกายสูญเสียน้ำมาก เหงื่อออกน้อยจนเกิดอาการปวดศีรษะ รู้สึกมึนงง ร่วมกับคลื่นไส้ อาเจียน ชีพจรเบาแต่เร็ว ผิวหนังเย็นและชื้น บางรายมีอาการตะคริวแดดร่วมด้วย

และอาการซึ่งอันตรายที่สุด สามารถทำให้เสียชีวิตได้ คือ ลมแดด หรือฮีทสโตรก อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติเกิน 40 องศาเซลเซียส ผู้ป่วยจะรู้สึกกระหายน้ำมาก ตัวร้อนจัด เพ้อหรือหมดสติ ชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตลดลง ช็อค ผิวหนังแห้งและร้อน ระดับความรู้สึกตัวจะลดลง การทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว กระสับกระส่าย เอะอะ ก้าวร้าว หมดสติ เกร็ง ชัก ไม่มีเหงื่อออก

สาเหตุที่ร่างกายเกิดภาวะฮีทสโตรกเป็นเพราะขาดน้ำ ขาดเกลือแร่ ไม่สามารถระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ทัน และส่งน้ำไปหล่อเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ได้

สำหรับผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงเกิด 3 อาการที่มากับสภาพอากาศสุดร้อน นอกจากจะเป็นผู้ที่ออกไปอยู่กลางแจ้งแล้ว คนอ้วน ที่มีไขมัยเป็นฉนวนความร้อนทำให้ร่ายกายระบายความร้อนได้ช้า เด็กและคนชรา ที่ร่างกายระบายความร้อนได้ไม่ดีเท่าคนหนุ่มสาว รวมทั้งผู้ที่มีโรคประจำตัวได้แก่ โรคความดันโลหิตสูงที่ต้องกินยาควบคุมความดัน เช่น ยาขับปัสสาวะ และผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ จัดเป็นกลุ่มที่ควรระมัดระวังไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ เกลือแร่ เป็นพิเศษ

colskys@hotmail.com